fbpx
header-image-bg

ต้องติด ฟิล...

ต้องติดฟิล์มกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะพอดี ?
17 August

ต้องติด ฟิล์มกรองแสง กี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะพอดี ?

.
.
.
.
.

ต้องติดฟิล์มกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะพอดี ?

ต้องติดฟิล์มกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะพอดี ?

มันเหมือนเป็นปัญหาโลกแตก สำหรับการติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ กับคำถามที่ว่า “ติดฟิล์มแบบไหนดี” คนใช้รถบ้านเราปัจจุบันเหมือนกัน
มีหลายกลุ่มหลายประเภท กลุ่มคนที่ใช้รถปกติคงมีปัญหาอะไรไม่มาก เมื่อมองแค่เพียงว่า ประเทศไทยเมืองร้อน ติดเพื่อป้องกันความร้อน
จากอากาศภายนอกได้ก็พอ ไม่อยากให้รถเป็นเหมือน “ไมโครเวฟ”

มันเหมือนเป็นปัญหาโลกแตก สำหรับการติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ กับคำถามที่ว่า “ติดฟิล์มแบบไหนดี” คนใช้รถบ้านเราปัจจุบันเหมือนกัน
มีหลายกลุ่มหลายประเภท กลุ่มคนที่ใช้รถปกติคงมีปัญหาอะไรไม่มาก เมื่อมองแค่เพียงว่า ประเทศไทยเมืองร้อน ติดเพื่อป้องกันความร้อน
จากอากาศภายนอกได้ก็พอ ไม่อยากให้รถเป็นเหมือน “ไมโครเวฟ”

กับอีกกลุ่ม คมที่ชอบรถแต่ง ที่จะมองว่า ติดฟิล์มแบบไหนเหมาะกับสีรถ เข้ากับตัวรถ หรือเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่และทุกวันนี้ “ฟิล์มติดรถยนต์”
กลายเป็นของแถมยอดนิยมสำหรับผู้ซื้อรถป้ายแดง เมื่อพนักงานขายหรือเซลส์ตามโชว์รูมชอบถามว่าติดฟิล์มรถยนต์กี่เปอร์เซนต์ แบบไหนดี
พร้อมกับกลางแคตตาล็อกให้เลือก “เอาแบบหน้า 40 รอบคันกระจกหน้าต่าง บานหลัง 60 ดีไหมพี่”

กับอีกกลุ่ม คมที่ชอบรถแต่ง ที่จะมองว่า ติดฟิล์มแบบไหนเหมาะกับสีรถ เข้ากับตัวรถ หรือเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่และทุกวันนี้ “ฟิล์มติดรถยนต์”
กลายเป็นของแถมยอดนิยมสำหรับผู้ซื้อรถป้ายแดง เมื่อพนักงานขายหรือเซลส์ตามโชว์รูมชอบถามว่าติดฟิล์มรถยนต์กี่เปอร์เซนต์ แบบไหนดี
พร้อมกับกลางแคตตาล็อกให้เลือก “เอาแบบหน้า 40 รอบคันกระจกหน้าต่าง บานหลัง 60 ดีไหมพี่”

ต้องติดฟิล์มกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะพอดี ?

แล้วไอ้ตัวเลขที่บอกมันคืออะไรละ? บอกได้เลยหลายคนยังเข้าใจผิดในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
ในหลักการเทคนิคของผู้ผลิต และจำหน่ายฟิล์มนั้น มีฟิล์มกรองแสงรถยนต์ยอดฮิตที่จำหน่ายในบ้านเรา
อยู่ไม่กี่เบอร์ เช่น 05,20,35 และ 50 แต่ร้านติดฟิล์มกับมาบอกผู้ใช้บริการว่าเป็นเปอร์เซ็นต์
ทำให้สับสนกันไปใหญ่ เพราะความจริงแล้ว เบอร์ที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้นเป็นความเข้มของฟิล์มที่แสงสามารถ
ส่องผ่านได้ อย่างเช่น เบอร์ 05 ที่แสงสามารถผ่านได้ 5 เปอร์เซ็นต์ จะมีความเข้มที่ 95 เปอร์เซ็นต์
แต่ร้านจำหน่ายจะบอกลูกค้าว่าฟิล์ม 80 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงฟิล์มเบอร์ 20 ที่ปล่อยแสงผ่านได้
20 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับความเข้ม 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ในตลาดจะเรียกฟิล์มเบอร์นี้ว่า 60 เปอร์เซ็นต์
งงไหมละครับ

ดังนั้นเมื่อเวลาเราบอกว่าติดฟิล์ม 80% เราจึงได้ฟิล์มที่มีแสงส่องเข้ามาได้แค่ร้อยละ 5
ในขณะที่ความเข้มจริงของฟิล์มสูงถึง 95% เลยทีเดียว

ต้องติดฟิล์มกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะพอดี ?

แล้วไอ้ตัวเลขที่บอกมันคืออะไรละ? บอกได้เลยหลายคนยังเข้าใจผิดในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
ในหลักการเทคนิคของผู้ผลิต และจำหน่ายฟิล์มนั้น มีฟิล์มกรองแสงรถยนต์ยอดฮิตที่จำหน่ายในบ้านเรา
อยู่ไม่กี่เบอร์ เช่น 05,20,35 และ 50 แต่ร้านติดฟิล์มกับมาบอกผู้ใช้บริการว่าเป็นเปอร์เซ็นต์
ทำให้สับสนกันไปใหญ่ เพราะความจริงแล้ว เบอร์ที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้นเป็นความเข้มของฟิล์มที่แสงสามารถ
ส่องผ่านได้ อย่างเช่น เบอร์ 05 ที่แสงสามารถผ่านได้ 5 เปอร์เซ็นต์ จะมีความเข้มที่ 95 เปอร์เซ็นต์
แต่ร้านจำหน่ายจะบอกลูกค้าว่าฟิล์ม 80 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงฟิล์มเบอร์ 20 ที่ปล่อยแสงผ่านได้
20 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับความเข้ม 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ในตลาดจะเรียกฟิล์มเบอร์นี้ว่า 60 เปอร์เซ็นต์
งงไหมละครับ

ดังนั้นเมื่อเวลาเราบอกว่าติดฟิล์ม 80% เราจึงได้ฟิล์มที่มีแสงส่องเข้ามาได้แค่ร้อยละ 5
ในขณะที่ความเข้มจริงของฟิล์มสูงถึง 95% เลยทีเดียว

คราวนี้มาดูประเด็นสำคัญของการเลือกติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์กันบ้าง
จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสภาพอากาศในเมืองไทย ค่าความร้อนจากแสงแดด
ฟิล์มรถยนต์ที่ดีจะต้องมีประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนจากแสงแดดเป็นหลัก
ไม่ใช่ป้องกันเฉพาะแสงอินฟราเรด และที่สำคัญต้องป้องกันรังสี UV ได้ไม่น้อยกว่า
ร้อยละ 99 ค่าการสะท้อนแสงของฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่กระจกบานหน้า
ไม่ควรเกิน 10% ถ้าเกินกว่านี้จะรบกวนรถที่สวนทาง รวมทั้งคนภายในที่มองออกไป
อาจสะท้อนเงาตัวเองทำให้มองเห็นด้านนอกไม่ชัดเจนจนเกิดอุบัติเหตุได้
ส่วนฟิล์มที่ติดรอบคันไม่ควรเกิน 30%

ต้องติดฟิล์มกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะพอดี ?
ต้องติดฟิล์มกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะพอดี ?

คราวนี้มาดูประเด็นสำคัญของการเลือกติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์กันบ้าง
จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสภาพอากาศในเมืองไทย ค่าความร้อนจากแสงแดด
ฟิล์มรถยนต์ที่ดีจะต้องมีประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนจากแสงแดดเป็นหลัก
ไม่ใช่ป้องกันเฉพาะแสงอินฟราเรด และที่สำคัญต้องป้องกันรังสี UV ได้ไม่น้อยกว่า
ร้อยละ 99 ค่าการสะท้อนแสงของฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่กระจกบานหน้า
ไม่ควรเกิน 10% ถ้าเกินกว่านี้จะรบกวนรถที่สวนทาง รวมทั้งคนภายในที่มองออกไป
อาจสะท้อนเงาตัวเองทำให้มองเห็นด้านนอกไม่ชัดเจนจนเกิดอุบัติเหตุได้
ส่วนฟิล์มที่ติดรอบคันไม่ควรเกิน 30%

ต้องติดฟิล์มกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะพอดี ?

มีฟิล์มชนิดหนึ่งที่สามารถกันความร้อนได้ดี “ฟิล์มปรอท” แต่มีข้อเสีย และยังผิดกฎหมาย
แต่มาแจ้งให้ไว้เป็นความรู้แล้วกัน ฟิล์มปรอท เป็นฟิล์มที่สามารถกันความร้อนได้ดี
เนื่องจากเป็นฟิล์มติดอาคารที่นำมาติดในรถยนต์ แต่ผลเสียของฟิล์มชนิดนี้คือความเงาแวววาว
ทำให้มีค่าสะท้อนแสงที่สูงลิ่ว จึงไม่เหมาะที่จะนำมาติดกับกระจกบานหน้ารถอย่างที่สุด
เพราะฟิล์มปรอทความเข้ม 60% สามารถลดความร้อนได้ 65-80% ก็จริง
แต่ค่าสะท้อนแสงปาไปถึง 25-30% เข้าให้แล้ว ในขณะที่ฟิล์มดำจะมีค่าสะท้อนแค่ 8-10%
แต่ก็สามารถลดความร้อนได้แค่ 50-60% เช่นกัน

ต้องติดฟิล์มกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะพอดี ?

มีฟิล์มชนิดหนึ่งที่สามารถกันความร้อนได้ดี “ฟิล์มปรอท” แต่มีข้อเสีย และยังผิดกฎหมาย
แต่มาแจ้งให้ไว้เป็นความรู้แล้วกัน ฟิล์มปรอท เป็นฟิล์มที่สามารถกันความร้อนได้ดี
เนื่องจากเป็นฟิล์มติดอาคารที่นำมาติดในรถยนต์ แต่ผลเสียของฟิล์มชนิดนี้คือความเงาแวววาว
ทำให้มีค่าสะท้อนแสงที่สูงลิ่ว จึงไม่เหมาะที่จะนำมาติดกับกระจกบานหน้ารถอย่างที่สุด
เพราะฟิล์มปรอทความเข้ม 60% สามารถลดความร้อนได้ 65-80% ก็จริง
แต่ค่าสะท้อนแสงปาไปถึง 25-30% เข้าให้แล้ว ในขณะที่ฟิล์มดำจะมีค่าสะท้อนแค่ 8-10%
แต่ก็สามารถลดความร้อนได้แค่ 50-60% เช่นกัน

ส่วนหัวข้อนี้ เอาไว้ประกอบข้อมูลในการตัดสินใจแล้วกัน เป็นข้อมูลจากกลุ่มชอบแต่งรถ
ถึงฟิล์มกรองแสงรถยนต์กับความสวยงามเข้ากับสีของรถก็เป็นสิ่งจำเป็น
รถที่มีสีอ่อนจะเหมาะสมกับฟิล์มที่มีสีเข้มและหลีกเลี่ยงฟิล์มปรอท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
รถสีขาวเมื่อรวมเข้ากับฟิล์มปรอทหรือฟิล์มที่มีเงาสะท้อนสูงด้วยแล้วยิ่งทำให้รถดูราบเรียบไร้มิติ
ส่วนรถสีเข้มจะสามารถเลือกฟิล์มได้แทบทุกชนิดและง่ายกว่า แต่สุดท้ายแล้วอยู่ที่รสนิยมของ
เจ้าของรถต่างหากที่เป็นตัวตัดสินว่าพอใจที่จะเลือกแบบไหน

ส่วนหัวข้อนี้ เอาไว้ประกอบข้อมูลในการตัดสินใจแล้วกัน เป็นข้อมูลจากกลุ่มชอบแต่งรถ
ถึงฟิล์มกรองแสงรถยนต์กับความสวยงามเข้ากับสีของรถก็เป็นสิ่งจำเป็น
รถที่มีสีอ่อนจะเหมาะสมกับฟิล์มที่มีสีเข้มและหลีกเลี่ยงฟิล์มปรอท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
รถสีขาวเมื่อรวมเข้ากับฟิล์มปรอทหรือฟิล์มที่มีเงาสะท้อนสูงด้วยแล้วยิ่งทำให้รถดูราบเรียบไร้มิติ
ส่วนรถสีเข้มจะสามารถเลือกฟิล์มได้แทบทุกชนิดและง่ายกว่า แต่สุดท้ายแล้วอยู่ที่รสนิยมของ
เจ้าของรถต่างหากที่เป็นตัวตัดสินว่าพอใจที่จะเลือกแบบไหน

มาถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจ คือ ยี่ห้อและตัวแทนจำหน่ายก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะปล่อยละเลยไปไม่ได้ ตัวฟิล์มต้องมีแหล่งผลิตที่ชัดเจน
และมั่นคงมายาวนานเป็นที่น่าเชื่อถือ รวมทั้งต้องมีการรับประกันคุณภาพฟิล์มที่ไม่ต่ำกว่า 7 ปีเป็นอย่างน้อย
ถ้าไม่แม่นเกี่ยวกับข้อมูลเทคนิคของฟิล์มกรองแสงรถยนต์ ขอแนะนำให้ขอดูตัวอย่างรถที่ติดฟิล์มจากร้านติดตั้ง
หรือศึกษาเพิ่มเติมจากสื่อออนไลน์ต่างๆ ซึ่งปัจจุบันสามารถหาอ่านได้ในหลากหลายเว็ปไซค์
แต่ถ้าต้องการความมั่นใจ ก็ให้ติดต่อกับพนักงานขายของฟิล์มยี่ห้อนั้นๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความต้องการของคุณ
ไม่เช่นนั้นคุณจะเหมือนตาบอดข้างหนึ่งในเวลาขับรถ

C O N T A C T

0 – 2 5 4 3 – 6 6 0 1 – 2

0 8 0 – 5 5 9 – 5 9 3 5

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

C O N T A C T

0 – 2 5 4 3 – 6 6 0 1 – 2

0 8 0 – 5 5 9 – 5 9 3 5

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . .