fbpx
header-image-bg

“รู้ไว้ไม่...

เทคนิค การเลือกฟิล์มกรองแสง ติดรถยนต์
18 October

“รู้ไว้ไม่เสียหาย” เทคนิคการเลือกฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์

.
.
.
.
.

เทคนิค การเลือกฟิล์มกรองแสง ติดรถยนต์

เทคนิคการเลือก ฟิล์มกรองแสง รถยนต์

. . . รู้ ไ ว้ ไ ม่ เ สี ย ห า ย . . .

เทคนิคการเลือก ฟิล์มกรองแสง รถยนต์

. . . รู้ ไ ว้ ไ ม่ เ สี ย ห า ย . . .

ฟิล์มกรองแสง ติดรถยนต์เป็นสิ่งแรกๆ ที่เมื่อใครก็ตามที่ซื้อหรือออกรถใหม่ต้องนึกถึง เพราะเป็นสิ่งเบสิคพื้นฐานเลยที่รถยนต์ต้องมี ซึ่ง ฟิล์มกรองแสง นี้ก็มีให้ลือกมากมายหลายยี่ห้อ

แถมยังมีความเข้ม ของฟิล์มและค่าการกรองแสงที่ไม่เท่ากันอีก ส่วนการเลือก ฟิล์มกรองแสง ที่ดี เราต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง เรามีเทคนิคมาบอกกัน

ฟิล์มกรองแสง ติดรถยนต์เป็นสิ่งแรกๆ ที่เมื่อใครก็ตามที่ซื้อหรือออกรถใหม่ต้องนึกถึง เพราะเป็นสิ่งเบสิคพื้นฐานเลยที่รถยนต์ต้องมี ซึ่ง ฟิล์มกรองแสง นี้ก็มีให้ลือกมากมายหลายยี่ห้อ

แถมยังมีความเข้ม ของฟิล์มและค่าการกรองแสงที่ไม่เท่ากันอีก ส่วนการเลือก ฟิล์มกรองแสง ที่ดี เราต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง เรามีเทคนิคมาบอกกัน

เทคนิคการเลือก ฟิล์มกรองแสง รถยนต์

4  ประเภท ฟิล์มกรองแสง ติดรถยนต์

1. ฟิล์มปรอท, ฟิล์มเคลือบโลหะ และฟิล์มลดความร้อน ตัวฟิล์มจะคล้ายกระจกเงา ซึ่งคนข้างนอกจะมองเข้าไป
ในตัวรถไม่ได้เลยในเวลากลางวัน แต่ถ้าตอนกลางคืนจะสามารถมองเข้าไปได้ ฟิล์มชนิดนี้จะมีคุณภาพในการ
ลดความร้อนตั้งแต่ 35-90% รวมถึงป้องกันรังสีต่างๆ อายุการใช้งานของผิล์มชนิดนี้จะอยู่ที่ 3-7 ปี
ส่วนราคาจะอยู่ที่ 2,000-5,000 บาท

2.ฟิล์มอินฟราเรด (Infrared Film) เป็นฟิล์มที่เคลือบสารเคมีพิเศษเข้าไป เพื่อทำการตัดรังสีอินฟราเรด
ซึ่งฟิล์มชนิดนี้เป็นฟิล์มที่สามารถกันความร้อนได้ดีที่สุด แต่ก็เป็นฟิล์มที่มีราคาสูงมากเช่นเดียวกัน

3.ฟิล์มนิรภัย (Safety Film) เป็นฟิล์มชนิดที่มีความหนาตั้งแต่ 4 MIL ขึ้นไป (1 MIL = 1/1,000 นิ้ว)
มีทั้งชนิดลดความร้อน และไม่ลดความร้อน ซึ่งฟิล์มชนิดนี้จะทำการยึดเกาะแผ่นกระจกให้คงรูปมากที่สุด
และยังจะช่วยซับแรงจากการกระแทกได้อีกด้วย

4.ฟิล์มใสนาโน เป็นฟิล์มที่แสงสามารถส่องผ่านได้มากที่สุดถึง 60% แต่ก็เป็นฟิล์มที่ช่วยลดความร้อนได้สูง
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาผลิต ซึ่งฟิล์มชนิดนี้ส่วนมากมักจะราคาที่ค่อนข้างสูง

เทคนิคการเลือก ฟิล์มกรองแสง รถยนต์

4  ประเภท ฟิล์มกรองแสง ติดรถยนต์

1.ฟิล์มปรอท, ฟิล์มเคลือบโลหะ และฟิล์มลดความร้อน ตัวฟิล์มจะคล้ายกระจกเงา ซึ่งคนข้างนอกจะมองเข้าไป
ในตัวรถไม่ได้เลยในเวลากลางวัน แต่ถ้าตอนกลางคืนจะสามารถมองเข้าไปได้ ฟิล์มชนิดนี้จะมีคุณภาพในการ
ลดความร้อนตั้งแต่ 35-90% รวมถึงป้องกันรังสีต่างๆ อายุการใช้งานของผิล์มชนิดนี้จะอยู่ที่ 3-7 ปี
ส่วนราคาจะอยู่ที่ 2,000-5,000 บาท

2.ฟิล์มอินฟราเรด (Infrared Film) เป็นฟิล์มที่เคลือบสารเคมีพิเศษเข้าไป เพื่อทำการตัดรังสีอินฟราเรด
ซึ่งฟิล์มชนิดนี้เป็นฟิล์มที่สามารถกันความร้อนได้ดีที่สุด แต่ก็เป็นฟิล์มที่มีราคาสูงมากเช่นเดียวกัน

3.ฟิล์มนิรภัย (Safety Film) เป็นฟิล์มชนิดที่มีความหนาตั้งแต่ 4 MIL ขึ้นไป (1 MIL = 1/1,000 นิ้ว)
มีทั้งชนิดลดความร้อน และไม่ลดความร้อน ซึ่งฟิล์มชนิดนี้จะทำการยึดเกาะแผ่นกระจกให้คงรูปมากที่สุด
และยังจะช่วยซับแรงจากการกระแทกได้อีกด้วย

4.ฟิล์มใสนาโน เป็นฟิล์มที่แสงสามารถส่องผ่านได้มากที่สุดถึง 60% แต่ก็เป็นฟิล์มที่ช่วยลดความร้อนได้สูง
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาผลิต ซึ่งฟิล์มชนิดนี้ส่วนมากมักจะราคาที่ค่อนข้างสูง

สำหรับการเลือก ฟิล์มกรองแสง นั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงหลักๆ เลยก็คือ ความเข้มหรือความทึบของฟิล์ม
ที่จะทำหน้าที่กรองแสงที่ผ่านเข้ามาในรถ และอีกสิ่งหนึ่งก็คือ การกรองรังสีของแสงแดดและความร้อน
ซึ่งลักษณะของ ฟิล์มกรองแสง ที่ดีนั้น ต้องไม่ใช่แบบที่กรองในเรื่องของ รังสี UV เพียงอย่างเดียว
แต่จะต้องช่วยในเรื่องของการป้องกันความร้อนภายในรถอีกด้วย แถมในเรื่องป้องกันความร้อนนี่
ต้องมาเป็นอันดับ 1 ด้วยซ้ำ ยิ่งด้วยจากสภาพอากศของบ้านเราแล้วล่ะก็ ฟิล์มกรองแสง นี่ถือว่า
ช่วยได้เยอะเลยทีเดียว

ซึ่งฟิล์มกรองแสงที่ดีควรทีคุณสมบัติดังนี้

-สามารถบอกได้ว่าลดความร้อนได้กี่เปอร์เซ็นต์

-ลดรังสี UV ได้กี่เปอร์เซ็นต์

-สามารถสะท้อนแสงได้กี่เปอร์เซ็นต์

-แสงส่องผ่านได้กี่เปอร์เซ็นต์

สำหรับการเลือก ฟิล์มกรองแสง นั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงหลักๆ เลยก็คือ ความเข้มหรือความทึบของฟิล์ม
ที่จะทำหน้าที่กรองแสงที่ผ่านเข้ามาในรถ และอีกสิ่งหนึ่งก็คือ การกรองรังสีของแสงแดดและความร้อน
ซึ่งลักษณะของ ฟิล์มกรองแสง ที่ดีนั้น ต้องไม่ใช่แบบที่กรองในเรื่องของ รังสี UV เพียงอย่างเดียว
แต่จะต้องช่วยในเรื่องของการป้องกันความร้อนภายในรถอีกด้วย แถมในเรื่องป้องกันความร้อนนี่
ต้องมาเป็นอันดับ 1 ด้วยซ้ำ ยิ่งด้วยจากสภาพอากศของบ้านเราแล้วล่ะก็ ฟิล์มกรองแสง นี่ถือว่า
ช่วยได้เยอะเลยทีเดียว

ซึ่งฟิล์มกรองแสงที่ดีควรทีคุณสมบัติดังนี้

-สามารถบอกได้ว่าลดความร้อนได้กี่เปอร์เซ็นต์

-ลดรังสี UV ได้กี่เปอร์เซ็นต์

-สามารถสะท้อนแสงได้กี่เปอร์เซ็นต์

-แสงส่องผ่านได้กี่เปอร์เซ็นต์

แล้วควรติดฟิล์มกี่เปอร์เซ็นต์ดีนะ?

เปอร์เซ็นต์ที่ใช้เรียกกันนั้น จริงๆ ก็คือ เปอร์เซ็นที่แสงสามารถส่องผ่านเข้ามาได้ คำว่า 40, 60 ,80
เป็นภาษาที่ใช้เรียกตามระดับความเข้มของฟิล์ม โดยแต่ละยี่ห้อก็จะมีค่ากำหนดที่แตกต่างกันไปตามแต่ละ
บริษัทฯ จะออกแบบมา ซึ่งพออธิบายได้ง่ายๆ ดังนี้

ฟิล์ม 40% บางยี่ห้ออาจหมายถึงฟิล์มใส ที่มีค่าของแสงส่องผ่านได้ประมาณ 35% ขึ้นไป
เช่น ตัวเลขที่ระบุบนเนื้อฟิล์มเช่น MX-PT40, MX-GP35, MX-I970, MX-I935, MX-IP35 ฯลฯ
ฟิล์ม 60% หมายถึง ฟิล์มเข้มที่มีค่าของแสงส่องผ่านได้ประมาณ 20%
เช่น MX-PT20, MX-GP20, MX-GN19, MX-IP20 ฯลฯ
ฟิล์ม 80% หมายถึง ฟิล์มเข้มที่สุดที่มีค่าของแสงส่องผ่านได้ประมาณ 5%
เช่น MX-PT05, MX-GP05, MX-BL05, MX-IP10 ฯลฯ

แล้วควรติดฟิล์มกี่เปอร์เซ็นต์ดีนะ?

เปอร์เซ็นต์ที่ใช้เรียกกันนั้น จริงๆ ก็คือ เปอร์เซ็นที่แสงสามารถส่องผ่านเข้ามาได้ คำว่า 40, 60 ,80
เป็นภาษาที่ใช้เรียกตามระดับความเข้มของฟิล์ม โดยแต่ละยี่ห้อก็จะมีค่ากำหนดที่แตกต่างกันไปตามแต่ละ
บริษัทฯ จะออกแบบมา ซึ่งพออธิบายได้ง่ายๆ ดังนี้

ฟิล์ม 40% บางยี่ห้ออาจหมายถึงฟิล์มใส ที่มีค่าของแสงส่องผ่านได้ประมาณ 35% ขึ้นไป
เช่น ตัวเลขที่ระบุบนเนื้อฟิล์มเช่น MX-PT40, MX-GP35, MX-I970, MX-I935, MX-IP35 ฯลฯ
ฟิล์ม 60% หมายถึง ฟิล์มเข้มที่มีค่าของแสงส่องผ่านได้ประมาณ 20%
เช่น MX-PT20, MX-GP20, MX-GN19, MX-IP20 ฯลฯ
ฟิล์ม 80% หมายถึง ฟิล์มเข้มที่สุดที่มีค่าของแสงส่องผ่านได้ประมาณ 5%
เช่น MX-PT05, MX-GP05, MX-BL05, MX-IP10 ฯลฯ

การเลือก ฟิล์มกรองแสง รถยนต์สำหรับประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อนและแสงแดดมีความเข้มสูง
อีกทั้งยังรังสีต่างๆ ที่มากับแสงแดดยังเป็นอันตรายต่อผิวหนัง จึงต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง
เช่น งบประมาณ คุณภาพ ความจำเป็นในการเลือกความเข้มของฟิล์มส่วนยี่ห้อผู้ผลิตนั้นส่วนใหญ่
มักเป็นแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศที่มีคุณภาพสูงๆ ดังนั้นควรเลือกฟิล์มที่เหมาะสม เพียงพอกับ
ตัวรถยนต์และลักษณะการใช้งาน นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งในเรื่องของ
อาชญากรรม และวิสัยทัศน์ของผู้ขับขี่และผู้ขับตามหลัง แต่ก็ยังมีเจ้าของรถยนต์บางคนติดตั้งฟิล์ม
เข้มจัด จนมองได้ยาก และเสี่ยงต่ออาชญากรรมอีกด้วย

เทคนิคการเลือก ฟิล์มกรองแสง รถยนต์
เทคนิคการเลือก ฟิล์มกรองแสง รถยนต์

การเลือก ฟิล์มกรองแสง รถยนต์สำหรับประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อนและแสงแดดมีความเข้มสูง
อีกทั้งยังรังสีต่างๆ ที่มากับแสงแดดยังเป็นอันตรายต่อผิวหนัง จึงต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง
เช่น งบประมาณ คุณภาพ ความจำเป็นในการเลือกความเข้มของฟิล์มส่วนยี่ห้อผู้ผลิตนั้นส่วนใหญ่
มักเป็นแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศที่มีคุณภาพสูงๆ ดังนั้นควรเลือกฟิล์มที่เหมาะสม เพียงพอกับ
ตัวรถยนต์และลักษณะการใช้งาน นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งในเรื่องของ
อาชญากรรม และวิสัยทัศน์ของผู้ขับขี่และผู้ขับตามหลัง แต่ก็ยังมีเจ้าของรถยนต์บางคนติดตั้งฟิล์ม
เข้มจัด จนมองได้ยาก และเสี่ยงต่ออาชญากรรมอีกด้วย

นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของความปลอดภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ที่เหลือเป็นเรื่องของความสวยงาม เพราะมีฟิล์มแบบแฟชั่นให้ความสวยงามกับรถยนต์ได้ด้วย
ความเข้าใจที่ว่าฟิล์มที่มีสีเข้มหรือทึบช่วยลดความร้อนได้ดี ในความจริงแล้วสีของฟิล์มไม่ได้เป็นตัวช่วยลดความร้อน แต่กลับเป็นสารเคลือบตัวอื่นๆ ที่ทำหน้าที่หลักนี้
การติดตั้ง ฟิล์มกรองแสง แต่ละครั้งก็ต้องใช้งบประมาณพอสมควร อีกทั้งเมื่อติดตั้งแล้วก็จะต้องใช้งานกันไปอีกหลายปี
การเลือกติด ฟิล์มกรองแสง จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องหาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ

นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของความปลอดภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ที่เหลือเป็นเรื่องของความสวยงาม เพราะมีฟิล์มแบบแฟชั่นให้ความสวยงามกับรถยนต์ได้ด้วย
ความเข้าใจที่ว่าฟิล์มที่มีสีเข้มหรือทึบช่วยลดความร้อนได้ดี ในความจริงแล้วสีของฟิล์มไม่ได้เป็นตัวช่วยลดความร้อน แต่กลับเป็นสารเคลือบตัวอื่นๆ ที่ทำหน้าที่หลักนี้
การติดตั้ง ฟิล์มกรองแสง แต่ละครั้งก็ต้องใช้งบประมาณพอสมควร อีกทั้งเมื่อติดตั้งแล้วก็จะต้องใช้งานกันไปอีกหลายปี
การเลือกติด ฟิล์มกรองแสง จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องหาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ

C O N T A C T

0 – 2 5 4 3 – 6 6 0 1 – 2

0 8 0 – 5 5 9 – 5 9 3 5

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

C O N T A C T

0 – 2 5 4 3 – 6 6 0 1 – 2

0 8 0 – 5 5 9 – 5 9 3 5

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . .