fbpx
header-image-bg

สิ่งที่ผู้...

21 September

สิ่งที่ผู้บริโภคควรรู้ และอันตรายจากแสงแดด

ตัวอย่างฟิล์มกรองแสง  Maxxma : MX- GP05

ลดรังสี UV 99% ปกป้องแสงส่องผ่าน 95% ลดรังสี IR 64%

จะลดความร้อนรวมจาก แสงแดดได้ เท่าไหร่ ?
– จากรังสี UV ลด 99% ของส่วนประกอบ 3% = 3%
– จากรังสี VL ลด 95% ของส่วนประกอบ 44% = 42%
– จากรังสี IR ลด 64% ของส่วนประกอบ 53% = 34%
คุณสมบัติการลดความร้อนรวม (Total Solar Energy Rejected) = 79%

 

รังสีอัลตร้าไวโอเลตในแสงแดดประกอบด้วย 2 ส่วนคือ

รังสีอัลตร้าไวโอเลต – A ( ความยาวคลื่น 320 – 400 nm ) รังสีชนิดนี้มีผลทำให้สีผิวคล้ำลง , ผิวหนังเหี่ยวย่น , และเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งผิวหนัง เมื่อเปรียบเทียบกับรังสีอัลตร้าไวโอเลต – B รังสีชนิดนี้จะมีพลังงานต่ำกว่า แต่กลับสามารถผ่านเข้าไปในชั้นลึกของลูกตาได้มากกว่า

รังสีอัลตร้าไวโอเลต – B ( ความยาวคลื่น 280 – 320 nm ) รังสีชนิดนี้มีผลทำให้ผิวไหม้ และก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ รังสีชนิดนี้มีพลังงานสูงกว่า และมีผลเสียมากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับรังสีชนิดแรก ส่วนผลที่จะเกิดต่อดวงตาก็คือรังสีนี้จะถูกดูดซึม และทำให้เกิดอันตรายต่อกระจกตาและเลนส์แก้วตา แต่มักไม่มีผลต่อจอประสาทตา

คนทั่วไปมีความเสี่ยงต่อรังสีอัลตร้าไวโอเลตได้ แต่ผู้ที่ต้องเผชิญแสงแดดเป็นเวลานานจะมีความเสี่ยงมากกว่าปรกติ เช่น ชาวนา, ชาวประมง เป็นต้น ช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงมากที่สุดคือ 10.00 – 16.00 น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับรังสีที่สะท้อนออกมาจาก หิมะ , ผิวน้ำ , ทราย จะมีความเสี่ยงต่ออันตรายที่เกิดจากรังสีมากกว่าปรกติ ระดับของรังสีอัลตร้าไวโอเลตจะมีระดับสูงในบริเวณเส้นศูนย์สูตร และพื้นที่ที่อยู่ในระดับสูง

กลุ่มเสี่ยงที่รังสีอัลตร้าไวโอเลตจะทำอันตรายต่อตาเช่น ผู้สูงอายุ

  1. ร่างกายของเรามีโมเลกุลที่ช่วยป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลต ( Protective Molecule ) ซึ่งโมเลกุลพวกนี้จะลดลงตามอายุ
  2. Lightly Pigmented Individuals ในผู้ที่มีสีม่านตาอ่อน เช่น สีฟ้า จะมีโอกาสเกิดอันตรายจากรังสีอัลตร้าไวโอเลตทำให้เกิดจอประสาทตาเสื่อมได้มากว่าผู้ที่มีสีม่านตาเข้ม
  3. Aphakiaพบว่าในผู้ป่วยที่มีต้อกระจก เลนส์แก้วตาที่ขุ่นฝ้าเป็นต้อกระจกจะช่วยกรองรังสีอัลตร้าไวโอเลตได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้ป่วยที่ผ่าตัดเอาต้อกระจกออกแล้วควรจะใส่เลนส์แก้วตาเทียมที่กรองรังสีอัลตร้าไวโอเลตได้ด้วย
  4. ผู้ที่ใช้ยาที่มีความไวต่อแสง ( Photosensitizing Drugs )
  5. ยาบางชนิดเมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วสามารถดูดซับรังสีอัลตร้าไวโอเลตทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งสามารถทำลายเนื้อเยื่อได้ เช่น ยารักษาโรคผิวหนังบางชนิด, ยารักษาโรคเก๊าต์บางชนิด ถ้าสารเหล่านี้ไปสะสมที่เลนส์แก้วตา หรือจอประสาทตา จะเกิดอันตรายได้

รังสีอัลตร้าไวโอเลตเป็นรังสีพลังงานสูงที่ตาเรามองไม่เห็น เมื่อรังสีถูกดูดซับเข้าไปจะทำให้เกิดปฏิกริยาเป็นอันตรายต่อส่วนต่างๆ ของดวงตา เช่น

  1.  หนังตา ทำให้ผิวแห้ง, เหี่ยวย่น, มะเร็งผิวหนัง
  2. กระจกตา ถ้าโดนรังสีอัลตร้าไวโอเลตในระยะสั้นเป็นชั่วโมง บนชายหาดหรือหิมะ โดยไม่ใส่เครื่องป้องกันดวงตา จะทำให้เกิดกระจกตาอักเสบ มีอาการปวดเคือง และตามัวชั่วคราวได้ส่วนผู้ที่ต้องได้รับรังสีอัลตร้าไวโอเลตเป็นเวลานานอยู่เป็นประจำก็จะทำให้เกิดต้อเนื้อได้
  3. เลนส์แก้วตา รังสีอัลตร้าไวโอเลต – B จะไปทำลายโปรตีนในเนื้อเลนส์แก้วตา ซึ่งจะทำให้เกิดโรคต้อกระจกได้ จอประสาทตา
  4. รังสีอัลตร้าไวโอเลตทำให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม ( Age – Related Macular Degeneration )